Fictions

The War Of Survival บทนำ
"ในความมืดมิดย่อมมีทางออกเสมอ ตราบเท่าที่เรายังคงมีลมหายใจอยู่" มันคือคำสอนที่สืบต่อมาหลายรุ่น ตอนที่มนุษย์ชาติกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่หลวง ปัญหาที่เหมือนไม่มีทางออก คำสอนนี้คงพยายามทำให้พวกเราชาวประชากรที่เหลืออยู่ มีความพยายามที่จะแสวงหาทางออก หาแสงที่เล็กน้อยเพื่อให้พวกเราก้าวเดินออกไป... ไปสู่ทางออกและแสงสว่างแห่งความหวัง
ทำไมมนุษย์ชาติต้องพบปัญหา?? ประชากรทุกคนได้รับการสอนมาว่า "วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป โลกกลายเป็นนรกสำหรับมนุษย ทุกอย่างเป็นเพราะพวกมัน มันเริ่มก่อปัญหาจากหมู่บ้านหนึ่ง ไปยังหมู่บ้านหนึ่ง มันก็ได้ทวีความรุ่นแรงและชัดเจนต่อประชากรโลก มีผู้คนตายเป็นร้อยเพราะมัน มันมีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดมันสามารถทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองร้างได้ในคืนเดียว สิ่งที่พบยามแสงอรุนขึ้นคือ ศพของผู้คนที่มีร่องรอยประหลายอยู่ทั่วตัวเหมือนเป็นรอยกันเล็กๆ และมีร่องรอยเหมือนโดนพิษ ในตอนนั้นประเทศใกล้เคียงได้มาเก็บศพเหล่านั้นไปวิจัย เราพยายามเก็บศพให้มากที่สุดไม่เว้นแต่ศพที่มีร่องรอยการกันกิน และได้ก่อตั้งสถาบัญวิจัยขึ้นโดยรวมตัวนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฟันก็เกิดขึ้นหลังจากที่เราจะนำศพมาวิจัยนั้น พวกมันก็ออกมาจากศพเหล่านั้นและยึดของฐานวิจัยทั้งหมดไว้ได้ภายใน 3 ชม. โดยใช้เหล่านักวิจัยเป็นอาหารเพื่อขยายพันธุ์ต่อไปและได้มีการพัฒนาตนเองแยก เป็นชนิดใหม่อีกหลายชนิด และหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ประเทศที่เป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยก็ถูกพวกมันยิดได้หมด สหพันธ์โลกได้ไหวตัวทันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตการณ์ที่ฐานวิจัย จึงได้เตรียมการสร้างฐานทัพใต้ดิน 5 แห่งใน 5 ทวีปขึ้น และสร้างเสร็จหลังจากเหตการณ์ที่ฐานวิจัย ผ่านไป 1 เดือน โดยโลกถูกพวกมันยึดไปแล้ว 30% แต่ที่สามารถดำเนินการสร้างจนเสร็จได้นั้นเนื่องจากเราได้ทำทางเชื่อมแต่ละฐ านทัพไว้เป็นอันดับแรก ปัญหาจากการถูกยิดพื้นที่บนโลกจึงหมดไป เราเริ่มขนย้ายประชากรโลกลงไปอยู่ในฐานทัพใต้ดินทั้ง 5 ซึ่งมีทุกอย่างเหมือนข้างบนทุกประการ แต่เราไม่คิดที่จะอยู่ใต้ดินตลอดไป เรามีหน่วยโจมตีเพื่อท่วงที่อยู่เก่าของเราคืน
และนี่คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

profile
ชื่อ: ฐานทัพ
ลักษณะ: แบ่งเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนเชื่อมต่อกันและมีขนาดใหญ่พอที่จะสนองความต้องการของมนุษย์ มีกลางวันและกลางคืนจากแสงอาทิตย์เทียม มีเกราะ 45 ชั้น ใช้พลังงานจากความร้อนใต้ผิวโลก มีกองกำลังป้องกันตนเองอย่างน้อย 2000 หน่วย

แล้วก็ตามด้วย เวอร์ชันแก้แล้ว

บทนำ ( First Edtion )
ในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป โลกกลายเป็นนรกสำหรับมนุษย ทุกอย่างเป็นเพราะพวกมัน เราไม่รู้ว่าพวกมันมากจากไหนหรือเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันเริ่มก่อปัญหาจากหมู่บ้านหนึ่ง ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง และได้ทวีความรุ่นแรงซึ่งชัดเจนต่อประชากรโลก มีผู้คนมากมายต้องสังเวยชีวิตให้มัน มันมีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดมันสามารถทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองร้างได้ในข้ามคืนเดียว
ซึ่งสิ่งที่เหลืออยู่นั้นมีเพียง ศพของผู้คนที่มีร่องรอยประหลายอยู่ทั่วตัวเหมือนเป็นรอยกันเล็กๆ และมีร่องรอยเหมือนโดนพิษ ในตอนนั้นประเทศใกล้เคียงได้มาเก็บศพเหล่านั้นไปวิจัย ซึ่งได้ขนย้ายศพทั้งหมดมายังสถาบัญวิจัยที่สร้างขึ้นเพื่อการนี้ ซึ่งได้รวมตัวนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลกรวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆที่ทันสม ัยที่สุดมาไว้ยังศูนย์วิจัยแห่งนี้ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฟันก็เกิดขึ้นหลังจากที่เราจะนำศพมาถึงศูนย์วิจัยและ เมื่อกำลังจะนำสพออกมาสิ่งที่ได้เห็นคือพวกมันนับร้อยๆตัวออกมาจากศพเหล่านั ้นและยึดของฐานวิจัยทั้งหมดไว้ได้ภายใน 3 ชม. คำพูดสุดย้ายที่ทิ้งไว้คือ " แมลง!? " พวกมันใช้เหล่านักวิจัยเป็นอาหารเพื่อขยายพันธุ์ต่อไปและได้มีการพัฒนาตนเอง แยกเป็นชนิดใหม่อีกหลายชนิด และหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ประเทศที่เป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยก็ถูกพวกมันยึดได้หมดโดยประชากรทั ้งประเทศได้สังเวยชีวิตให้แก่มัน สหพันธ์โลกได้ไหวตัวทันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตการณ์ที่ฐานวิจัย จึงได้เตรียมการสร้างฐานทัพใต้ดิน 5 แห่ง ซึ่งอยู่ใต้พื้นดินขึ้น
ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ด้วยความร่วมมือของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งใช้แรงงานคนกว่า 200,000,000 คน เครื่องจักรกว่า 150,000,000 เครื่อง รวมมูลค่ากว่า "พันล้านล้าน" จึงสามารถสร้างเสร็จได้ภายใน 6 เดือน และในขณะนั้นโลกถูกพวกมันยึดไปกว่า 60% เราเริ่มขนย้ายประชากรโลกลงไปอยู่ในฐานทัพใต้ดินทั้ง 5 ซึ่งมีทุกอย่างคล้ายกับข้างบน หลังจากนั้นไม่นานระบบดาวเทียมไม่สามารถใช้การได้ แต่เราไม่คิดที่จะอยู่ใต้ดินตลอดไป เราได้ทำการเตรียมกองกำลังเพื่อท่วงที่อยู่เก่าของเราคืน และนี่คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

profile
ชื่อ: ฐานทัพ
ลักษณะ: แบ่งเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนเชื่อมต่อกันและมีขนาดใหญ่พอที่จะสนองความต้องการของมนุษย์ มีกลางวันและกลางคืนจากแสงอาทิตย์เทียม มีเกราะ 45 ชั้น ใช้พลังงานจากความร้อนใต้ผิวโลก มีกองกำลังป้องกันตนเองอย่างน้อย 2000 หน่วย


edit @ 2005/04/09 00:10:47


edit @ 2007/03/26 03:05:04

ณ.เมืองแห่งหนึ่งที่ได้ตัดขาดจากโลกภายนอกเป็นเวลานานมาแล้ว กำลังถูกหมายปลองจากพวกมัน แต่ในเมืองนั้นกลับไม่รู้ถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นแม้แต่น้อย และไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกติของเมืองใกล้เคียง พวกเขาไม่มีเวลาพอที่จะหากองกำลังเพิ่มเติม ที่มีก็มีเพียงก่อกำลังที่เหลือจากการป้องกันตนเองเมื่อก่อนเท่านั้นโดยมี
หน่วยกองกำลัง AK-18R จำนวน 100 เครื่อง
ป้อมปืน Ramiel 30 กระบอก ฐานยิงจรอด 20 ฐาน
รถถัง T-26R 60 คัน
แอนดรอย์ AD-07R 50 ตัว
เครื่องบินรบ AF-39 30 เครื่อง
ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากถ้าเทียบกับกำลังรบในประเทศอื่นๆ มันกำลังจะมาถึงเมืองของเราหลังจากที่เราลองคำนวนเวลาแล้วอีกไม่ถึง 20 ชม.มันจะมาถึง เราออกคำสั่งให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมที่จะโจมตีทุกเมื่อ เวลาผ่านไป 19 ชม. ทุกหน่วยเข้าประจำตำแหน่งเรียบร้อย แล้วในที่สุดพวกมันก็มาถึง
หน่วย AK-18R ทั้งหมดเริ่มการยิงศัตรูที่มีจำนวนเป็นหมื่นๆตัว หน่วย AD-07R วิ่งเข้าหาศัตรูด้วยความเร็วสูง เข้าไปโจมตีในระยะใกล้ พวกแมลงพ่นกรดเข้มข้นสูงออกมา ใส่พวก AKและAD อาวุธหนักทั้งหมดเริ่มยิงสนับสนุน แสงเลเซอร์และจรวด พร้อมทั้งกระสุนจากรถถังพุ่งเข้าใส่แมลงเหล่านั้น หมอกควันจากการโจมตีเริ่มจากหายไป พวกแมลงตายเรียบไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว พร้อมกับซากของหน่วย AK และ AD 6-7 ตัว
หลังจากการโจมตีหน่วย AD-07R ตัวหนึ่งได้ติดต่อกลับไปที่ศูนย์บัญชาการพร้อมกับแจ้งข่าวดีให้ฟัง แต่... ในขณะที่กำลังยินดีกันอยู่นั้นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงได้เกิดขึ้น สิ่งที่เรามองข้ามไป ชัยชนะที่ได้มาง่ายเกิดคาด
ADถึงศูนย์บัญชาการ(มีการติดต่อมาอีกครั้ง) ตอนนี้กองทัพของศัตรูบุกทะลวงเข้ามาแล้ว เราไม่สามารถหยุดมันได้ อาคคคค แล้วสันญาณก็ถูกตัดขายไป เราไม่รู้จะทำอย่างไรแต่เราจำเป็นต้องช่วยเหลือประชากรของเรา พวกเราได้ออกคำสั่งให้หน่วย AD-07R ช่วยเหลือชาวเมืองที่ยังรอดชีวิตอยู่ให้ได้มากที่สุด หลังออกคำสั่งเสร็จพวกเราทุกคนเริ่มออกจากตึกบัญชาการ พร้อมอาวุธครบมือเพราะเราไม่รู้ว่าสถานะการภายนอกเป็นอย่างไร
หลักจากที่เราออกมาข้างนอกภาพที่เราเห็นนั้นมันเหมือนกับนรก สัตว์รูปร่างคล้ายแมลงหลากหลายชนิด มีทั้งที่บินได้ โพล่มาจากพื้นดิน คลานกับพื้น หรือกระโดดไปมา ไล่กัดกินคนในเมือง ทั้งยังมีเศษเนื้อ เศษสมอง อวัยวะภายในต่างๆ กระจายอยู่ทั้งท้องถนน พร้อมทั้งมีเสียงระเบิดจากการต่อสู้ภายนอกเมือง เศษเหล็กและชิ้นส่วนต่างๆ จากป้อมปืน เครื่องบิน และหุ่นรบของเรา กระเด็นเข้ามาในตัวเมือง เราได้รู้ว่าวันสุดท้ายของเรามาถึงแล้ว
พวกเราได้แต่ตกตะลึงกับภาพที่เห็นจนไม่ได้สังเกตเห็น ศัตรูที่กำลังจะพ่นสารอะไรสักอย่างใส่เรา เสียงร้องของสัตว์เหล่านั้นดังขึ้น พวกเราหันไปมอง มันน่ากลัวจนพวกเราทำอะไรไม่ถูก หน่วย AD-07R 3 ตัวปรากฏขึ้นพร้อมกับเข้าโจมตีพวกมันก่อนที่มันจะโจมตีพวกเรา หลังจากนั้น หน่วย AD-07R ทั้ง 3 ตัวได้พาพวกเราไปที่ปล่อยภัยชั่วคราว แล้วได้จากไป เราไม่ได้ยินเสียจากภายนอก พวกเราได้แต่นั่งรอความตาย และสิ้นหวัง...
ผู้ชายคนหนึ่งได้ลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า "พวกเราจะไม่นั่งรอความตายอยู่ที่นี่ใช่ไหม(มีเสียงตอบรับเล็กน้อย) ดี งั้นเรามาช่วยกันคิดหาวิธีที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อ" การประชุมเพื่อหาแผนการเพื่ออยู่รอดเริ่มขึ้น เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ผลสรุปคือ
เราจะฝ่าวงล้อมศัตรูแล้วผ่านเข้าไปในป่าที่อยู่ทางทิศใต้ของเมือง เพื่อไปยังเมือง"อันเดเรีย"และเตือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก โดยไม่รู้ว่าเมืองอันเดเรียได้กลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว โดยการโจมตีจากพวกมัน แต่ผู้คนในเมืองได้รับการช่วยเหลือจากกองกำลังของฐานทัพได้ทันเวลา ดังนั้นตอนนี้เมืองอันเดเรียก็ไม่ต่างกับเมืองที่เขาอยู่เท่าใดนัก
เราเริ่มออกจากที่ซ้อนตัว ดูแล้วเหมือนจะไม่มีพวกมันอยู่แถวนี้ ถึงอย่างนั้นแต่นิ้วของทุกคนก็พร้อมเหนี่ยวไกปืนทุกวินาที เราค่อยๆสำหรวจเมืองในบริเวณใกล้เคียงกับเส้นทาง ส่วนใหญ่จะมีแต่รอยเลือดและเศษเหล็กไม่ค่อยมีเศษเนื้อหรือชิ้นส่วนต่างๆของมนุษย์แม่แต่น้อย ทำให้เราว่างใจว่าพวกมันคงกลับไปพร้อมกับอาหารของพวกมัน
"นี่ๆไม่สังเกตุเห็นอะไรเลยเหรอ" เสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น "นี่ทำไมถึงไม่มีซากของพวกมันเลยละ ทั้งที่น่าจะมีคนบางกลุ่มลุกขึ้นต่อสู้กับพวกมัน ฉันว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นแน่ในระหว่างที่พวกเราซ้อนตัวกันอยู่แน่เลย" มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นพูดจบ "เราจะไปสนใจทำไม พวกมันไม่ออกมาก็ดีแล้ว แล้วที่เราสำรวจบริเวณใกล้เคียงกับเส้นทางก็ทำให้เราเสียเวลาพอแล้ว ถ้าหากว่ามันวกกลับมาอีกทีละจะทำอย่างไง"
สิ่งที่เขาพูดนั้นเรียกว่าเกือบถูกทีเดียว หลังจากที่เขาพูดจบ พวกมันนับหมืนตัวได้ล้อมพวกเขาไว้
"นั้นไงเห็นไหมละ บอกแล้วไงว่าไม่จำเป็นต้องสำรวจหรอกแล้วเป็นไงละที่นี้"ผู้ชายคนนั้นพูดขึ้นอีกครั้ง "ก็ฉันไม่รู้นิว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นนี่น่า"เสียงตอบกับจากผู้หญิงคนเดิม
"ผู้การครับ แล้วทีนี้จะทำอย่างไงดีละครับ"พลทหารหันไปถามผู้การ "ผมไม่รู้แต่ที่แน่ๆคือพวกเราต้องรอดให้ได้"ผู้การตอบ และทันใดนั้นเอง...

โปรดติดตามตอนต่อไป

Profile
กลุ่มคนที่ยังเหลืออยู่มีทั้งหมด 10 คน

1. ผู้การ ชาย
2. รองผู้การ หญิง
3. หัวหน้าฝ่ายการรบ ชาย
4. หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร ชาย
5. หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี ชาย
6. หัวหน้าฝ่ายวิจัย หญิง
7. หัวหน้าฝ่ายวิศวกร ชาย
8. หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ หญิง
9. หัวหน้าฝ่ายอาวุธ ชาย
10.ผลทหาร ชาย

ชื่อ-Ramiel
ประเภท-ป้อมปืน
ลักษณะ-รูปปีระมิดประกบฐานเข้าด้วยกันมีเสาหลักอยู่ตรงกลางเพื่อยิดกับพื้น
ใช้พลังงาน-ไฟฟ้า
ระบบ-เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานในการยิง
อาวุธ-ลำแสงความร้อนสูง(เลเซอร์)
อุปกรณ์เสริม-สนามพลังไฟฟ้า
ข้อดี-เป็นเหมือนป้อมปราการขนาด รัศมีการยิงสูง ลำแสงสามารถทำให้ตึกใหญ่ๆละลายหายไปได้ในพริบตา
ข้อเสีย-ยิงลำแสงอนุภาคสูงติดต่อกันไม่ได้ ต้องใช้เวลาชาร์ทประมาณ30วิ

ชื่อ- AK-18R
ประเภท-หุ่นยนต์
ลักษณะ-เป็นหุ่นร่างมนุษย์
ใช้พลังงาน-ไฟฟ้าจากแพคพลังงานในตัว
ระบบ-ตรวจจับสัตรูด้วยความร้อน และจับการเคลื่อนไหว
อาวุธ-ปืนกลขนาด 80 มม. บรรจุ 60 นัด
อุปกรณ์เสริม-ปีนพกขนาด 30 มม. บรรจุ 15 นัด
ข้อดี-ผลิตได้ง่าย ต้นทุนถูก
ข้อเสีย-เนื่องจากเป็นรุ่นแรกๆ ข้อจำกัดในการใช้งานยังมีมาก

ชื่อ- AD-07R
ประเภท-แอนดรอย์
ลักษณะ-เป็นเพศชาย ความสูง 180 ซม. ใส่ชุดรัดรูปสีดำ เห็นรอยของข้อต่อต่างๆได้ชัดเจน
ใช้พลังงาน-ไฟฟ้าจากแพคพลังงานในตัว
ระบบ-แยกแยะด้วยตรวจสอบโดยดูจากขนาดและรูปร้าง ประกอบกับความร้อนในสิ่งที่เห็น
อาวุธ-ปืน .357 แมคนัม ใบมีดความถี่สูงติดไว้ที่หลังมือ
อุปกรณ์เสริม-ปืนบาซูก้า ยิงต่อเนื่องได้ 3 นัด
ข้อดี-มีความสมดุลในทุกด้าน
ข้อเสีย-ทำงานได้เพียง 3 ชม.

แปปแก้ไขจะตามมาอีกนานๆ นี้แน่นอน


edit @ 2007/03/26 03:04:55

The War Of Survival ตอนที่ 2 ฐานใหม่
และทันใดนั้นเอง กระสุนจากปืนบาซูก้าที่ยิงโดยหน่วย AD 3ตัว ซึ่งน่าจะถูกทำลายหรือไม่ก็ขยับไม่ได้ เพราะตามหลักการ AD-07R นั้นสามารถทำงานได้เพียง 3 ชม.เท่านั้น และนี่ก็เกินเวลามากว่า 20 นาทีแล้ว เข้าปะทะกับแมลงกลุ่มนั้น พร้อมทั้งยิงนัดต่อไป กลุ่มผู้รอบชีวิตจึงได้จังหวะที่จะฝ่าวงล้อมออกไป ทุกคนจึงวิ่งไปพร้อมทั้งยิงป้องกันตนเอง แต่ในขณะนั้น AD ทั้ง 3 ตัวไม่สามารถจะเคลื่อนไว้ได้อีกต่อไป เนื่องจากพลังงานได้หมดลงไปแล้ว โดยที่พวกเขาไม่รู้ถึงสิ่งนี้ และยังคงวิ่งเพื่อให้ไปป่าที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งมีสภาพเป็นเหมือนป่าดงดิบ โดยมีกองทัพแมลงตามมาเป็นหมื่น แต่แล้วในที่สุดพวกเขาก็สามารถเข้าไปในป่าได้ แต่ที่น่าแปลกคือพวกแมลงไม่ตามเข้าไปในป่าเหมือนกับกลัวอะไรสักอย่าง จนทุกคนรู้สึกตัวว่าพวกมันไม่ตามมาแล้วทุกคนจึงเปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดินแทน
แต่สาเหตุที่ทำให้พวกแมลงไม่ตามมานั้นที่จริงคือ ต้น"ยูคาเมีย" ซึ่งขึ้นกันอย่างหนาแน่นในบริเวณชายป่า ลักษณะเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นไม่ใหญ่นัก สูงประมาณไม่เกิน 10 เมตร ซึ่งจะปล่อยสารที่ไม่จำเป็นออกมาบริเวณโคนต้น และสารนี้เองที่ทำให้พวกมันไม่ตามเข้ามา แต่ไม่มีใครรู้ถึงสิ่งนี้
พวกเขาเดินมาได้เกือบๆ 2 ชม. แล้วแต่ก็ยังไม่พบอะไรที่ผิดปกติ แต่ที่จริงแล้ว พวกมันได้กำลังวิธีที่จะเขามาในป่าเพื่ออาหารของพวกมัน และทันใดนั้นเอง ฝูงแมลงบินได้คล้ายตั๊กแตนจำนวนหลายพันตัวนั้นได้บินเข้ามาและในบริเวณนั้นก็ไม่มีต้นยูคาเมียขึ้น พวกมันเริ่มตีวงล้อพวกเขาเอาได้โดยไม่ให้รู้ตัว แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากหูของหัวหน้าฝ่ายสื่อสารได้
"ทุกคนเงียบ ได้ยินเสียงแปลกๆไหม"เสียงของผู้ชายร่างใหญ่ผิวดำ มีรอยแผลเป็นที่หน้า 2-3 รอย สูงประมาณ 183 ซม. พูดขึ้น
"ฉันได้ยิน แต่ไม่ค่อยแน่ใจมันเหมือนกับสัตว์ที่บินได้"เสียงของผู้หญิงร่างเล็กผิวค่อนข้างขาว สูงประมาณ 167 ซม. ตอบกลับ
ทันที่สิ้นเสียง ฝูงแมลงที่คล้ายตั๊กแตนนับร้อยนับพันตัวก็บินผ่านหัวพวกเขาไป พร้อมกับวกกลับมาเพื่อจะโจมตี ทุกคนเริ่มเล็งและยิงสอยมันร่วงที่ละตัว ในจังหวะที่มันวกกลับ พวกมันโจมตีโดยใช้อวัยวะที่คล้ายมีดขนาดยาว 6 นิ้ว ที่อยู่ข้างลำตัวโดยใช้โจมตีด้วยความเร็วสูง หลังจากที่ยิงๆหลบๆได้ซักพักทุกคนก็เริ่มมีร่องรอยเหมือนของมีคมบาดตามส่วนต่างๆของร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ
"ไม่ค่อยอยากทำอย่างงี้เลย"หลังสิ้นเสีย ผู้ชายวัยกลางคน ก็หยิบปืนไฟและยิงไปที่ต้นไม้แถวนั้น ชั่วพริบตา ต้นไม้ก็ลุกเป็นไปและลามไปอย่างรวดเร็ว พวกแมลงได้ถูกไฟคลอกตายจนหมด พร้อมกับคนอื่นๆที่วิ่งหนีจากเปลวเพลิงลงไปทางใต้ แต่หนทางข้างหน้านั้นยิงลำบากกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า มีทั้งเนินเขา หน้าฝา เหว น้ำตก ทะเลสาบ พร้อมทั้งมีฝนตกลงมาทำให้การเดินทางเป็นไปได้ยากยิ่ง จึงจำเป็นที่ต้องมีการหยุดพักเป็นระยะๆ อย่างหลีกเลียงไม่ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดกำลังใจของทีมก็ลดน้อยลงทุกที่ และตอนนี้เวลาก็ช้ากว่ากำหนดการมากว่า 2 ชม.แล้ว ทุกคนเริ่มเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และยังมีพวกแมลงมาโจมตีเป็นระยะๆ แต่ไม่มากเท่าครั้งแรก สรุปคือตอนนี้ใกล้จะถึงจุดวิกฤติซึ่งมีชีวิตและการอยู่รอดเป็นเดิมพัน หลักจากที่เดินทางมาได้เกือบ 8 ชม. ความมืดก็เริ่มเข้ามปกคลุมป่า และในไม่ช้าพวกมันคงจะบุกมาอย่างแน่นอน
ทั้งทีมเริ่มปรึกษากันอีกครั้ง โดยดูจากระยะทางและภูมิประเทศแล้ว เราคงจะไปถึงชายป่าทางใต้โดยใช้เวลาไม่เกิน 2 ชม. และจะต้องปีนหน้าฝาอีก 1ครั้ง ทุกคนจึงตกลงใจที่จะไปให้ถึงชายป่า และค้างคืนที่นั้น แล้วค่อยเดินทางต่อเพื่อเข้าไปยังเมืองอันเดเรียในตอนเช้า หลักจากวางแผนกันเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็เริ่มเดินทางต่อด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ และแล้วความมืดก็ได้ปกคลุ่มทั่วทั้งบริเวณ หลักจากที่ปีนหน้าฝาจะที่ดูในแผนที่แล้วทางข้างหน้าก็ไม่มีอะไรมากนอกจะลำธานสายเล็กๆ 2-3 สาย แต่หลังจากข้ามลำทานสายที่ 2 มา เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้งทำให้พวกเรารู้ว่า พวกมันจะโจมตีใส่เราอีกคั้ง แต่คาวนี้แต่ต่างจากครั้งก่อนๆ พวกมันมีจำนวนที่มากกว่าตอนแรกหลายเท่าประมาณว่าเหมือนกองทัพใหญ่ เหมือนครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของพวกมัน และยังมีชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ลักษณะมันคล้ายกับยุ่ง แต่มีขนาดใหญ่กว่าประมาณ 10 เท่า และแทนที่จะดูดเลือดกับเป็นการพ่นกรดเข้มข้นออกมาแทน และที่ขาของมันก็ได้รับการพัฒนาให้เหมาะกับการขนย้ายสิ่งของที่มีขนาดใหญ่
และอีกชนิดหนึ่งมันเหมือนกลับแมลงวัน ใหญ่กว่าปกติ 3 เท่า แต่จะไม่โจมตีโดยตรง โดยจะไปเกาะที่ตัวขอเหยื่อและวางไข่ลงไปใต้ผิวหนังครั้งละ 5-10 ตัว แต่พอว่างไข่เสร็จตัวแม่จะตายในทันที ใช้เวลาฝักประมาณ 4-5 วัน และตัวอ่อนจะเริ่มกันกินอวัยวะภายในต่างๆ แล้วทำการลอกคราบ เมื่อลอกคราบเสร็จก็จะเจาะทะลุผิวหนังเพื่อออกมาจากตัวเหยื่อ และพร้อมที่จะวางไข่ในทันที
"ทุกคนวิ่ง"และทั้งกลุ่มก็วิ่งหนีจากพวกมัน แต่ก็ไม่สามารถหนีพ้นไปได้ พวกมันได้ตีวงล้มอ้อมมาจากข้างหลัง
"ทุกคนล่วงหน้าไปก่อน จะถ่วงเวลาให้"
หลังจากพูดจบ ชายคนเดิมหยิบปืนไฟขึ้นมายิ่งอีกครั้ง แต่คลาวนี้พวกมันสามารถบินหลบหลีกเปลวเพลิงได้อย่างชำนานเหมือนกันว่ามันฉลาดขึ้น และเปลเพลิงจากปืนไฟค่อยๆอ่อนแรงลงเลื่อยๆ และหายไปในที่สุด พวกแมลงเห็นดังนั้นจึงเข้าไปโจมตีในทันที เขาวิ่งหนีไปทางเดียวกลับที่เพื่อนของเขานำหน้าไปก่อน แต่หลังจากวิ่งไปได้ไม่ถึง 20 ม. เขาก็พบกับทุกคนที่ตั้งปืนขึ้นและเล็งไปทางด้านหลังของเขา และยิงใส่พวกแมลงที่ตามหลังมาติดๆ ร่วงไปที่ละตัวสองตัวอย่างแม่นยำ และเริ่มวิ่งหนีอีกครั้งแต่คลาวนี้ก่อนที่จะวิ่งพวกเขาได้ว่างระเบิดเอาไว้ซึ่งใช้ พวกมันติดกลับอย่างจังแต่ก็ลดจำนวนของมันไปได้เพียง 10 % เท่านั้น หลังจากที่ทั้งยิงทั้งหนีมาได้พักใหญ่ บาดแผลต่างๆเกิดขึ้นตามตัวของทุกคน ทั้งจากกรด และ ใบมีดที่คมของมัน ซึ่งทวีความเจ็บปวดขึ้นทุกทีแต่ในที่สุดพวกเข้าก็เขาสู่เขตที่มีต้นยูคาเมียขึ้นพร้อมกับสภาพที่ย่ำแย่เต็มที พวกมันจึงได้ถอยทัพไป โดยที่ทุกคนไม่เอะใจกลับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อยยกเว้นผู้ที่เป็นนักวิจัย
หลังจากที่แบ่งเวลาเวนยามเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เริ่มเข้านอน แต่ก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่ยังไม่หลับทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนเวรของตน เขาก็คือหัวหน้าฝ่ายวิจัยนั้นเอง เพื่อที่จะมาสำรวจสิ่งที่ทำให้มันถอยกลับไป และในที่สุดก็พบว่าเป็นเพราะสารบริเวณโคนต้นนี่เอง ซึ่งมีส่วนประกอบของสารต่างๆหลายชนิดแต่เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ที่เพียงพอ จึงได้แต่เก็บตัวอย่างของสารเพื่อที่จะนำไปตรวจสอบในห้องทดลองของเมืองอันเดเรีย
แต่สิ่งที่ทุกคนไม่รู้อีกอย่างคือตอนที่กำลังยิงปืนไฟนั้นแลมงที่มีลักษณะคล้ายแมลงวัน 2 ตัว ได้วางไข่ไว้ในตัวของผู้ชายคนนั้นแล้ว
รุ่งเช้า
ทุกคนรีบเดินทางไปยังเมือง อันเดเรีย ทีอยู่ห่างไปอีก 10 กม. ระหว่างที่กำลังเดินทางก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจนถึงเมือง สิ่งที่พวกเขาเห็นในตอนแรกคือเมืองที่ยังไม่มีร่องรอยจากการโจมตี แต่เมื่อสังเกตดีๆ แล้วถึงแม้ว่าจะไม่มีการโจมตีเกิดขึ้นแต่ก็ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตให้เห็นเช่นกัน มันเป็นเมืองที่มีความเจริญในระดับหนึ่ง และมีความเป็นระเบียบของเมืองเพราะมีการแบ่งเป็นเขตต่างๆของเมืองอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ตกลงกันได้ว่าจะใช้ที่นี่เป็นฐานทัพแห่งใหม่ ทุกคนก็แยกย้ายไปสำรวจที่ต่างๆ ในเมืองตามแต่ความถนัดของแต่ละคน หลังจากตรวจสอบอย่าละเอียดแล้วจึงรู้ว่าอาวุธต่างๆ ยังคงใช้ได้และมีจำนวนพอที่จะใช้ป้องกันการโจมตีของพวกมัน แต่ที่น่าแปลกคือหุ่นยนต์ที่ยังใช้คนบังคับและไม่น่าจะมีเหลืออยู่แล้วกลับมีสภาพสมบูรณ์ พร้อมทั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆของมัน รหัสคือ HG-36 บังคับด้วยระบบคำสั่งเสียงและการเคลื่อนไหวของนักบิน และหลังจากที่เหนือยกันมาทั้งวันทุกคนก็เขานอนในตึกที่ดูเหมือนเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง...

profile
HG-36
เป็นหุ่นรุ่นคนขับ และบังคับด้วยระบบคำสั่งเสียงและการเคลื่อนไหวของนักบิน
สามารถติดอาวุธและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ให้เหมาะกับภารกิจที่ได้รับ
ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน


edit @ 2007/03/26 03:04:45